รวมเกร็ดความรู้เลือกสีทาบ้าน-อาคารให้เหมาะกับพื้นผิวและสภาพอากาศ พร้อมขั้นตอนเตรียมผนังและทาสีสไตล์ DIY ให้สวยเนียนอยู่ทนแบบมืออาชีพ
บ้านหรืออาคารที่ดูดีมีเสน่ห์ ส่วนหนึ่งมาจาก "สี" ที่เลือกใช้ แต่การทาสีให้สวยและอยู่ทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีสวยเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องประเภทของสี การเตรียมพื้นผิว และเทคนิคการทาที่ถูกต้อง บทความนี้รวบรวมเกร็ดความรู้พื้นฐานที่เจ้าของบ้านมือใหม่นำไปใช้ทาสีเองได้ พร้อมข้อมูลเชิงเทคนิคที่ช่วยให้ตัดสินใจเลือกสีได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ก่อนหยิบแปรงหรือลูกกลิ้ง ควรทำความรู้จักสีแต่ละประเภทก่อน เพราะแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและพื้นที่ใช้งานต่างกัน
สีน้ำอะคริลิก (Acrylic Paint) เป็นสีที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับทาบ้าน เพราะใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ยึดเกาะพื้นปูน ซีเมนต์ และคอนกรีตได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยรองรับการขยายตัว-หดตัวของผนังตามอุณหภูมิ แห้งไว ทำความสะอาดอุปกรณ์ง่าย และมีให้เลือกทั้งสูตรสำหรับทาภายในและภายนอก
สีน้ำมัน (Oil-Based Paint) ให้พื้นผิวเงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะกับงานไม้ เหล็ก หรือพื้นผิวที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ แต่มีกลิ่นแรงกว่า แห้งช้ากว่า และต้องใช้ทินเนอร์ในการทำความสะอาดอุปกรณ์
สีอีพ็อกซี่ (Epoxy Paint) มีส่วนผสมหลักเป็นอีพ็อกซี่เรซินผสมกับสารเร่งแข็ง ให้ความแข็งแรงและทนทานสูงเป็นพิเศษ ทนสารเคมีและรอยขีดข่วนได้ดี นิยมใช้กับพื้นโรงงาน พื้นที่จอดรถ หรือพื้นผิวที่ต้องรับน้ำหนักและการสัญจรหนัก
สียางยืด (Elastomeric Paint) มีความยืดหยุ่นสูงเป็นพิเศษ ช่วยปิดรอยแตกลายงาบนผนังปูนได้ดี เหมาะกับผนังภายนอกที่เผชิญแดดฝนโดยตรงและมีแนวโน้มแตกร้าวตามอายุการใช้งาน
การเลือกสีที่ "ใช่" ต้องพิจารณาสองปัจจัยหลักคือ ตำแหน่งการใช้งาน (ภายในหรือภายนอก) และสภาพพื้นผิวเดิม ผนังภายนอกควรเลือกสีที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ทนแดด ทนเชื้อรา และยืดหยุ่นสูง เพราะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นตลอดวัน ส่วนผนังภายในสามารถเน้นเรื่องความสวยงาม การเช็ดทำความสะอาดง่าย และกลิ่นที่ไม่รบกวนผู้อยู่อาศัย
สำหรับบ้านในพื้นที่ชื้นหรือใกล้ทะเล ควรเลือกสีที่มีสารป้องกันเชื้อราและตะไคร่น้ำเป็นพิเศษ เพื่อยืดอายุการใช้งานของสีให้นานขึ้น
1. ตรวจสอบสภาพผนัง หากมีวอลเปเปอร์เดิม ให้แซะออกให้หมดพร้อมขัดคราบกาว หากสีเก่าหลุดร่อนหรือพองบวม ให้ขูดออกจนถึงเนื้อปูนที่แน่น
2. กำจัดคราบเชื้อรา ตะไคร่ หรือเขม่า ด้วยแปรงขัดและน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดและปล่อยให้แห้งสนิทก่อนลงมือทาสี
3. ขัดผิวให้เรียบด้วยกระดาษทราย เพื่อให้สีใหม่ยึดเกาะได้ดีและผิวสัมผัสเนียนสวย
4. อุดรอยแตกร้าวหรือรูรอยตะปูด้วยปูนสกิมโค้ทหรือวัสดุอุดโป๊วที่เหมาะกับประเภทพื้นผิว แล้วขัดให้เรียบเสมอกัน
5. ทาสีรองพื้น (Primer) เสมอ สีรองพื้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ป้องกันด่างจากปูนซึมขึ้นมาทำลายสีทับหน้า และช่วยให้สีจริงเก็บสีสม่ำเสมอ ไม่ต้องทาหลายชั้นจนเปลืองสี
เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับพื้นผิว ลูกกลิ้งขนสั้นเหมาะกับผนังเรียบ ลูกกลิ้งขนยาวเหมาะกับผนังปูนเปลือย หรือผิวที่มีลวดลาย ส่วนแปรงใช้สำหรับงานเก็บขอบมุมและซอกที่ลูกกลิ้งเข้าไม่ถึง
ปิดขอบก่อนเริ่มทา (Cutting In) ใช้เทปกาวปิดขอบวงกบ ปลั๊กไฟ หรือพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้สีเปื้อน จะช่วยให้งานออกมาเรียบร้อยและประหยัดเวลาแต่งขอบภายหลัง
ทาสีเป็นชั้นบาง 2 รอบ ดีกว่าทาหนารอบเดียว เพราะสีชั้นบางแห้งเร็วกว่า เนื้อสีสม่ำเสมอกว่า และไม่เกิดรอยหยดหรือรอยคลื่น ควรทิ้งระยะให้สีชั้นแรกแห้งสนิทตามเวลาที่ระบุบนฉลากก่อนทาชั้นที่สอง
ทาไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน เพื่อให้พื้นผิวสีเรียบเนียนไม่เป็นริ้วรอย
เลือกวันที่อากาศเหมาะสม หลีกเลี่ยงการทาสีในวันที่ฝนตกหรือความชื้นสูงมาก เพราะจะทำให้สีแห้งช้าและยึดเกาะไม่ดี
หลังทาสีเสร็จ การดูแลรักษาก็มีส่วนช่วยยืดอายุสีได้เช่นกัน ควรทำความสะอาดคราบสกปรกบนผนังเป็นประจำด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงที่อาจทำลายเนื้อสี และหมั่นตรวจสอบรอยแตกร้าวหรือรอยรั่วซึมตามจุดเสี่ยง เช่น ขอบหน้าต่างหรือรอยต่อโครงสร้าง เพื่อซ่อมแซมได้ทันก่อนลุกลาม
การทาสีบ้านหรืออาคารให้สวยและอยู่ทนไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับมือใหม่ เพียงเข้าใจประเภทของสีที่เหมาะกับพื้นผิวและสภาพอากาศ เตรียมพื้นผิวอย่างพิถีพิถัน และทาสีตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ก็สามารถเนรมิตบ้านให้ดูใหม่และมีเสน่ห์ได้ด้วยตัวเองในงบประมาณที่คุ้มค่า